กระเจี๊ยบเขียว สุดยอดผักต้านอนุมูลอิสระ มีกลูตาไธโอนให้ผิวขาวใส แถมยังช่วยลดน้ำหนักและคลอเรสเตอรอล

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว หรือ กระเจี๊ยบมอญ เป็นผักที่ขึ้นชื่อในสรรพคุณด้านการเป็นยาระบาย และยังอุดมไปด้วยกลูตาไธโอน ราชาสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ ทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย และช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันยังนิยมใช้สารนี้เพื่อให้ผิวขาวขึ้น เพราะกลูตาไธโอนสามารถกดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีได้ชั่วคราว

กระเจี๊ยบเขียว มีรสชาติที่ดี มักนิยมทานแบบสดๆ หรือนำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ ทานแกล้มกับอาหารก็ได้ และยังสามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้สารพัดเมนู เพราะนอกจากจะมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น กรดโฟลิก แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย นิยมปลูกมากทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สามารถปลูกได้ทุกภาค แต่จริงๆ แล้วกระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย

กระเจี๊ยบเขียว

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เพราะมีแคลอรี่ต่ำและกากใยสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. จากงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ากระเจี๊ยบเขียวช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ด้วยเหตุนี้การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวจึงมีส่วนช่วยลดความอ้วนได้

กระเจี๊ยบเขียว

3. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำซึ่งดีต่อการขับถ่าย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้ เพราะสารประกอบไกลโคไซเลตในกระเจี๊ยบเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งความสามารถของเชื้อแบคทีเรียในการเกาะเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร

กระเจี๊ยบเขียว

5. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากมีวิตามินเคสูง วิตามินชนิดนี้จะช่วยให้กระดูกดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6. หญิงมีครรภ์ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียว เพราะมีกรดโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์

7. กระเจี๊ยบเขียวเป็นราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ มีกลูตาไธโอนในปริมาณพอเหมาะ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น ช่วยต้านการเกิดความเครียด ช่วยให้สภาพจิตใจแจ่มใสยิ่งขึ้น

กลูตาไธโอน

ในประเทศไทย มีรายงานการทดลองเกี่ยวกับการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด พบสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวด้วยแอลกอฮอล์สามารถลดจำนวนพยาธิตัวจี๊ดในหนูถีบจักรได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดควรไปพบแพทย์และกินกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

กระเจี๊ยบเขียว

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

– เลือกฝักที่ตรงและเนื้อแข็ง ไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว หากปลายฝักเริ่มเป็นสีดำ ควรรีบนำมาปรุงอาหารก่อนจะเน่าเสีย
– ควรล้างกระเจี๊ยบเขียวเมื่อต้องการนำมาทำอาหารในทันทีเท่านั้น
– กระเจี๊ยบสดจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน โดยควรห่อด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติก แล้วใส่ไว้ในช่องแช่ผักของตู้เย็น แต่หากต้องการเก็บไว้นาน ให้นำไปต้มก่อนนำมาแช่ในช่องแช่แข็ง
– เมือกของกระเจี๊ยบเขียวที่ออกมาหลังจากนำไปปรุงอาหารนั้นไม่เป็นอันตราย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหารได้ดี แต่หากไม่ชอบให้มีเมือกหรือนิ่มเกินไป ควรต้มด้วยไฟแรงและใช้เวลาไม่นาน
– กระเจี๊ยบเขียวสามารถรับประทานแบบสดๆ ได้ทั้งฝัก รวมถึงเมล็ดที่อยู่ภายในด้วย นอกจากนี้ยังนำเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวมาคั่วและบดเพื่อใช้ชงแทนเมล็ดกาแฟได้ โดยปราศจากคาเฟอีนอีกด้วย

กระเจี๊ยบเขียว

ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การรับประทานมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเกิดผลดี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง ควรระมัดระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

– ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวแต่พอดี เพราะมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดบีบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้
– กระเจี๊ยบเขียวมีออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตที่เกิดจากแคลเซียมออกซาเลตได้
– คนที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไป เพราะมีวิตามินเคที่ช่วยต้านการเกิดลิ่มเลือด
– ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ได้

อ้างอิง: Sanook, Kapook, Honestdocs