ทนายคู่ใจ ไขข้อสงสัยกินบุฟเฟ่ต์เหลือ จำเป็นต้องจ่ายค่าปรับจริงหรือ ?

จากกรณี ร้านขายอาหารทะเลบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งใน ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เข้าแจ้งความ หลังนักท่องเที่ยวกินกุ้งเผาเหลือทิ้งหลายกิโลกรัม โดยลูกค้าอ้างว่าเพราะกุ้งไหม้จึงกินไม่ได้ แต่ไม่ยอมจ่ายค่าปรับซึ่งทางร้านเรียกเก็บเป็นเงิน 200 บาท แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ทำให้ลูกค้าไม่พอใจและโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไกล่เกลี่ยจนลูกค้ายอมเสียค่าปรับ เนื่องจากกุ้งดังกล่าวทางร้านไม่ได้ย่างมาให้ แต่เป็นการบริการตนเองแบบบุฟเฟต์ เมื่อนำอาหารทะเลมาย่างเองจนไหม้ ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของตัวลูกค้าเอง เรื่องจึงเป็นที่ยุติ

ทนายคู่ใจ ไขข้อสงสัยกินบุฟเฟ่ต์เหลือ จำเป็นต้องจ่ายค่าปรับจริงหรือ ?

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายคู่ใจ ได้อธิบายถึงแง่มุมกฎหมายในเรื่องนี้ว่า สิ่งแรกที่ควรรับทราบไว้ก็คือ เมื่อร้านค้าเสนอขายอาหารโดยมีการติดป้ายบอกราคาและค่าปรับหากทานเหลืออย่างชัดเจน ทางลูกค้าเข้ามาใช้บริการรับทราบกฎกติกาเข้ามาใช้บริการแล้ว เป็นสิทธิการซื้อขายขั้นพื้นฐานและถือเป็นมารยาททางสังคม ดังนั้นหากลูกค้าทานเหลือแล้วไม่ยอมเสียค่าปรับ คดีนี้จึงเป็นความทางแพ่ง ที่ตกลงกันไม่ได้ เพราะมีการเสนอและสนองกันแล้ว ไม่เกี่ยวกับความอาญาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามเมื่อลูกค้ายอมจ่ายค่าอาหารปกติ แต่ไม่ขอจ่ายค่าปรับอาหารเหลือ แม้จะผิดสัญญาที่ตกลงกัน แต่ทางร้านก็ไม่สามารถกักขังหน่วงเหนี่ยวลูกค้าได้ โดยทนายคู่ใจเน้นย้ำว่าห้ามหน่วงเหนี่ยวกักตัวลูกค้าไว้เป็นอันขาด เพราะจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องคดีอาญาทันที ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถดำเนินคดีลูกค้ารายนี้ได้เช่นกัน เพราะไม่ใช่คดีอาญา นอกจากเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยคู่กรณีทั้งสอง ซึ่งหากตกลงกันได้เรื่องก็เป็นที่ยุติ

แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้แนะนำให้ฝ่ายเจ้าของร้านถ่ายรูปลูกค้ารายนี้เอาไว้ รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น จากนั้นก็เก็บรายละเอียดตรวจสอบว่าลูกค้ารายนี้เป็นใครอย่างไร อาจจะดูทะเบียนรถยนต์-จักรยานยนต์ประกอบด้วย เพื่อแจ้งความลงประจำวันกับตำรวจ นำไปฟ้องร้องต่อศาลผู้บริโภค เพื่อให้ลูกค้ารายนี้จ่ายค่าเสียหายทั้งหมด หรือหากไม่อยากเสียเวลาก็แจ้งพนักงานร้านห้ามไม่ให้ลูกค้ารายนี้มาใช้บริการอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูล: รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์

แบ่งปัน